ศิลปะบนหน้าปัดนาฬิกา ทั้ง 9 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณจำแนกประเภทของนาฬิกาได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับนาฬิกา

หลาย ๆ คน คงจะตกหลุมรักนาฬิกา เพราะศิลปะการประดับตกแต่งที่สวยงาม ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาผ่านชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเรือนเวลา โดยองค์ประกอบหลักของนาฬิกาที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นศิลปะได้เป็นอย่างดีและเด่นชัดที่สุด คงหนีไม่พ้น “หน้าปัด” อย่างแน่นอน ซึ่งในวันนี้เราจะพาทุกคนมาชมศาสตร์การเก็บงานบนหน้าปัดของนาฬิกา ว่ามีรูปแบบใดบ้างใน บทความ ศิลปะบนหน้าปัดนาฬิกา ทั้ง 9 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณจำแนกประเภทของนาฬิกาได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เรื่องนี้กันครับ ซึ่งจะมีแบบไหนที่เราเห็นกันบ่อย ๆ แต่ยังไม่รู้จักบ้าง หรือ จะมีศิลปะแบบไหนที่เรายังไม่เคยได้พบเห็นมาก่อนบ้าง ไปรับชมพร้อม ๆ กันเลย

ศิลปะบนหน้าปัดนาฬิกา ทั้ง 9 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณจำแนกประเภทของนาฬิกาได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

ศิลปะแบบ Brushed Finish

ศิลปะแบบ Brushed Finish

Brushed Finishมาเริ่มกันที่ Brushed Finish ซึ่งเป็นเทคนิคการเก็บงานแบบแปรงปัดบนหน้าปัด โดยจะแบ่งรูปแบบ Brushed Finish ออกเป็น 2 เทคนิคหลัก นั่นก็คือ Sunray Brushed และ Satin Brushed

ศิลปะแบบ Brushed Finish
  • โดย Sunray Brushed จะเป็นการปัดลายเป็นเส้น ๆ เสมือนรังสีของแสงดวงอาทิตย์ ทำให้หน้าปัดมีการเล่นแสงจากจุดกึ่งกลางของหน้าปัดแผ่กระจายออกไปสู่ขอบด้านข้างได้อย่างสวยงาม นาฬิกาจึงดูหรูหรามีมิติ และเล่นแสงได้เป็นอย่างดี
ศิลปะแบบ Brushed Finish
  • ส่วน Satin Brushed จะเป็นการปัดลายแบบเส้นขนานที่หนาแน่นละเอียดยิบ ทำให้โลหะของหน้าปัดมีความด้าน (Matte) และมีพื้นผิวที่สวยงาม ให้ลุคที่ดูหนักแน่นและสุขุม โดยเราจะเรียกการขัดแต่งรูปแบบนี้ว่า การขัดเงาแบบซาติน หรือการขัดแบบเส้นตรงนั่นเอง
ศิลปะแบบ Guilloché Dial

ศิลปะแบบ Guilloché Dial

Engine Turning หรือที่เรียกกันว่า Guilloché ในภาษาฝรั่งเศสนั้น เป็นเทคนิคการตกแต่งหน้าปัดแบบเก่าแก่ที่สุดด้วยวิธีดั้งเดิม ซึ่งจะใช้เครื่องมือในการแกะสลักลวดลายเรขาคณิตต่าง ๆ โดยจะเห็นได้ในหน้าปัดนาฬิการะดับ High-end เท่านั้น เพราะเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ทักษะและเวลาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแบรนด์ที่ยังใช้เครื่องมือ Guilloché แบบดั้งเดิม ที่มีขั้นตอนการทำที่ซับซ้อนมากกว่า

ศิลปะแบบ Guilloché Dial

ซึ่งหากพูดถึงลวดลาย Guilloché ที่มักจะพบเห็นได้บ่อย ก็จะมีอย่างเช่น Clous de Paris, Basket Weave, Fish Scale และ Flinqué โดย Clous de Paris หรือที่เรียกว่า Hobnail จะเป็นลวดลายที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายที่สุด ส่วน Basket Weave ถือว่าเป็นหนึ่งในลวดลายที่ทำยากที่สุด เพราะเป็นลวดลายตารางสี่เหลี่ยมสวยงามที่ถูกแกะด้วยมือทั้งหมด ซึ่งทุกช่องจะต้องทำมุม 90 องศาได้อย่างสมบูรณ์

ศิลปะแบบ Tapisserie

ศิลปะแบบ Tapisserie

Tapisserie เป็นหนึ่งในรูปแบบหน้าปัดที่เป็นภาพจำของแบรนด์ Audemars Piguet ที่มาจากคอลเลกชันสุดฮิตอย่าง Royal Oak ซึ่ง Tapisserie เป็นหนึ่งในเทคนิคการทำหน้าปัดแบบ Guilloché เพื่อให้เกิดเป็นลวดลายตารางสี่เหลี่ยมเรียงกันละเอียดยิบ ทำให้ได้หน้าปัดที่มีมิติและสวยงาม ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการผลิตเป็นอย่างมาก โดยรูปแบบของหน้าปัดจะแบ่งออกเป็น Petite Tapisserie, Grande Tapisserie และ Méga Tapisserie

ศิลปะแบบ Tapisserie

มาเริ่มที่ Petite Tapisserie เป็นรูปแบบหน้าปัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีขนาดเล็กมากและมีลวดลายสี่เหลี่ยมจำนวนมากมาย มีความหนาแน่นเต็มทุกพื้นที่ของหน้าปัด สำหรับ Grande Tapisserie ลวดลายสี่เหลี่ยมบนหน้าปัดจะมีขนาดใหญ่กว่า Petite Tapisserie ถึงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ส่วน Méga Tapisserie เป็นลวดลายสี่เหลี่ยมตารางที่มีใหญ่ที่สุดในบรรดาทั้งหมด 3 รูปแบบที่กล่าวมา ซึ่งมักพบได้ในรุ่น Royal Oak Offshore เป็นส่วนใหญ่

ศิลปะแบบ Enameling

ศิลปะแบบ Enameling

หน้าปัดแบบ Enamel (อีนาเมล) เป็นหนึ่งในเทคนิคการผลิตหน้าปัดนาฬิกาที่เก่าแก่ที่สุด โดยจะนำหน้าปัดมาลงยา จากนั้นจึงนำไปผ่านความร้อนสูงหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งต้องใช้ความเชี่ยวชาญและความประณีตเป็นอย่างมาก จึงทำให้ได้พื้นผิวของหน้าปัดอันเรียบเนียน เงางาม และทนทานต่อการซีดจาง นอกจากหน้าปัด Enamel (อีนาเมล) แบบเรียบ ๆ ที่พบเห็นได้บ่อยแล้วนั้น ก็จะมีแบบที่วาดเป็นลวดลายต่าง ๆ ที่จะใช้เทคนิคขั้นสูง ได้แก่ Champlevé Enameling, Cloisonné Enameling และ Grand Feu Enameling

ศิลปะแบบ Enameling
  • Champlevé Enameling (ฌ็องเลเว อีนาเมล) โดยฐานของหน้าปัดจะถูกเซาะร่องแกะสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ แล้วค่อยลงสีในแบบที่ต้องการ จากนั้นนำไปอบด้วยความร้อนสูง จึงจะออกมาเป็นหน้าปัดอันเงางาม
ศิลปะแบบ Enameling
  • Cloisonné Enameling (คลัวซอนเน อีนาเมล) เป็นเทคนิคการลงยาที่เริ่มต้นด้วยการนำโลหะ อย่างเช่นทองคำ มาดัดขึ้นรูปเป็นโครงร่างเพื่อสร้างช่องกั้นระหว่างลวดลายบนหน้าปัดตามแบบที่ต้องการ แล้วจึงนำหน้าปัดไปลงยาในเฉดสีต่าง ๆ จากนั้นค่อยนำไปอบในเตาด้วยความร้อนสูง ทำให้เกิดเป็นลวดลายที่สายงาม โดยเทคนิค Cloisonné Enameling จะสามารถสังเกตได้จากโลหะที่กั้นระหว่างลวดลายอย่างชัดเจน
ศิลปะแบบ Enameling
  • Grand Feu Enameling (กรองด์ เฟอ อีนาเมล) เป็นเทคนิคการลงยาที่มีความซับซ้อนในการผลิตขึ้นอีกระดับ เพราะมีขั้นตอนการลงยาซ้อนทับกันไปเรื่อย ๆ หลายต่อหลายชั้น ทำให้สีของ Enamel (อีนาเมล) มีมิติและมีประกายแวววาวที่งดงาม ซึ่งความยากของขั้นตอนนี้คือทุกชั้นของ Enamel จะต้องผ่านการอบในเตาด้วยความร้อนสูง ซึ่งหากมีชั้นใดชั้นหนึ่งมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ก็จะต้องเริ่มผลิตใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพราะฉะนั้นจึงต้องอาศัยความชำนาญและความประณีตเป็นอย่างมากในทุก ๆ ขั้นตอนของการผลิต
ศิลปะแบบ Fumé Dial

ศิลปะแบบ Fumé Dial

ต่อมาเป็นเทคนิคการเก็บงานแบบ Fumé หรือ Smoked หรือ Gradient ขึ้นอยู่ที่ว่าจะเรียกแบบไหน ซึ่งการตกแต่งหน้าปัดรูปแบบนี้ เป็นหนึ่งในเทคนิคของ Enamel ซึ่งความพิเศษคือจะมีการเปลี่ยนสี ไล่ระดับจากโทนสีอ่อนตรงกลาง ไปเป็นโทนสีเข้มบริเวณขอบหน้าปัด หากจะอธิบายให้เข้าใจอย่างง่าย ๆ ก็คือ หน้าปัดเป็นแบบรมควันนั่นเอง

ศิลปะแบบ Engraving

ศิลปะแบบ Engraving

Engraving เป็นเทคนิคการแกะสลักหน้าปัดระดับปรมาจารย์ โดยช่างผู้ชำนาญการจะใช้เครื่องมือแกะสลัก หรือที่เรียกว่า Graver Sharp แกะสลักลงบนแผ่นวัสดุที่จะนำมาทำหน้าปัด ซึ่งเป็นการถ่ายทอดงานศิลปะออกมาในลักษณะรูปทรงหรือตัวอักษรต่าง ๆ โดยวิธีการแกะสลักก็จะมีรายละเอียดและขั้นตอนที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละแบรนด์

ศิลปะแบบ Hand Hammering

ศิลปะแบบ Hand Hammering

Hand Hammering หรือที่เรียกว่า การตอก เป็นเทคนิคการตกแต่งหน้าปัดที่ต้องใช้ค้อนและหมุดตอกลงไปบนพื้นผิวซ้ำ ๆ หลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้เกิดลวดลายเอฟเฟกต์บนพื้นผิวที่ดูขรุขระสร้างความเป็นเอกลักษณ์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งวิธีการผลิตหน้าปัดในรูปแบบนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญจากช่างฝีมือชั้นสูงที่มีความเฉพาะทาง ดังนั้นหน้าปัดของนาฬิกาจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นอย่างมาก เพราะแต่ละหน้าปัดจะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะการตอกและเทคนิคของช่างฝีมือแต่ละคน ซึ่งเป็นเหมือนลายเซ็นอย่างหนึ่งของช่างเลยก็ว่าได้

ศิลปะแบบ Frosting

ศิลปะแบบ Frosting

Frosting เป็นเทคนิคการตกแต่งหน้าปัดที่ทำให้พื้นผิวดูหยาบ และมีความด้าน เพื่อให้ตัดกับองค์ประกอบอื่น ๆ ได้อย่างลงตัว เช่น เข็มหรือหลักชั่วโมงที่ถูกขัดเงา จะช่วยเสริมให้ภาพรวมดูมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น แต่เทคนิค Frosting ในสมัยใหม่ ได้มีการปรับเปลี่ยนและนำมาประยุกต์ใช้ ทำให้เกิดวิธีการผลิตที่หลากหลาย เช่นการผลิตแบบ Sand Blasting หรือการใช้แปรงปัดเพื่อสร้างเอฟเฟกต์ลวดลายที่มีความคล้ายคลึงกับเทคนิคเดิม

ศิลปะแบบ Gem Setting

ศิลปะแบบ Gem Setting

Gem Setting เป็นเทคนิคการตกแต่งด้วยเพชร หรืออัญมณีต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่ง เพราะต้องอาศัยเทคนิคมากมายเพื่อให้อัญมณีเล่นกับแสงได้อย่างเปล่งประกายและงดงามมากที่สุด ซึ่งในวงการนาฬิกาก็นิยมนำอัญมณีต่าง ๆ มาประดับบนหน้าปัด, ขอบหน้าปัด ไปจนถึงสายนาฬิกา ซึ่งสามารถเพิ่มความหรูหราและเพิ่มมูลค่าให้นาฬิกาได้เป็นอย่างดี

สรุป

ศิลปะแบบ Gem Setting

เป็นยังไงกันบ้างครับ กับ ศิลปะบนนาฬิการูปแบบต่าง ๆ  ที่เราได้นำมาฝากเพื่อนใน บทความ ศิลปะบนหน้าปัดนาฬิกา ทั้ง 9 รูปแบบ ที่จะช่วยให้คุณจำแนกประเภทของนาฬิกาได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เรื่องนี้ มีแต่ศิลปะขั้นสูงทั้งนั้นเลยใช่ไหมล่ะ และ นี่แหละคืออีกหนึ่งเหตุผลหลัก ๆ ที่ทำให้นาฬิกาแบรนด์ดัง ๆ มีมูลค่าราคาที่สูงมาก ๆ ยิ่งถ้าเป็นรุ่นพิเศษที่มีงานศิลปะอันซับซ้อนก็จะยิ่งทำให้มีมูลค่าสูงยิ่งขึ้นไปอีก

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG