เปิดประวัติความเป็นมาของ Royal Oak Offshore คอลเลคชั่นนาฬิกาสุด Iconic ของแบรนด์ AUDEMARS PIGUET

เปิดประวัติความเป็นมาของ-Royal-Oak-Offshore

บทความ เปิดประวัติความเป็นมาของ Royal Oak Offshore คอลเลคชั่นนาฬิกาสุด Iconic ของแบรนด์ AUDEMARS PIGUET เรื่องนี้ เราจะมาแนะนำประวัติความเป็นมาของอีกหนึ่ง Series ยอดฮิตของ Audemars Piguet รุ่นยอดนิยม อย่าง Royal Oak Offshore มาดูกันว่าก่อนที่โมเดลรุ่นนี้จะสร้างชื่อเสียงและยอดขายที่สูงปรี๊ดให้กับแบรนด์มันต้องผ่านอะไรมาบ้าง อย่างแรกเลย Offshore เป็นการพัฒนามาจาก Series ดั้งเดิมของ Audemars Piguet อย่าง Royal Oak โดยในปี 1989 CO-CEO ของ Audemars Piguet, Stephen Urquhart ได้มอบหมายให้นักออกแบบนาฬิกาหนุ่มในนาม Emmanuel Gueit เป็นคนสร้างสรรค์โมเดลใหม่ของซีรีย์ที่ประสบความสำเร็จมากอยู่แล้วอย่าง Royal Oak ซึ่งเป้าหมายของ Urquhart ในตอนนั้นก็คือนาฬิกาที่ดึงดูดลูกค้าที่อยู่ในวัยหนุ่ม แต่สิ่งที่ Gueit ส่งไปให้เขาดูถึงกับทำให้เขาต้องตะลึงเพราะมันมีขนาดที่ใหญ่มากและการโชว์ตัวยางกันน้ำของนาฬิกาให้เห็น ซึ่งมันไม่ได้เป็นไปตามเทรนของยุคนั้นเลยแม้แต่น้อย

Royal Oak Offshore คืออะไร

Royal Oak Offshore Collection

Royal Oak Offshore Collection

คอลเลกชัน Royal Oak Offshore เปิดตัวครั้งแรกในปี 1993 โดยพัฒนามาจากนาฬิกายอดฮิตตลอดกาลอย่าง Royal Oak ซึ่งทางแบรนด์ Audemars Piguet ต้องการให้นาฬิการุ่นนี้เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนที่มีสไตล์เป็นของตัวเองได้มากขึ้น จึงออกมาเป็น Royal Oak Offshore ที่โดดเด่นด้วยความสปอร์ตสุดขีด มาพร้อมหน้าปัดขนาดใหญ่ 42 มิลลิเมตร จนได้รับขนานนามว่า “The Beast” ด้วยภาพลักษณ์ของความเป็น Sport Watch อันดุดันและแข็งแกร่ง มาพร้อมฟังก์ชัน Chronograph อันโดดเด่น มีการดีไซน์ละเอียดยิบ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนโค้งที่เชื่อมสายข้อมือ ปุ่มกดด้านข้าง เม็ดมะยมติดซีลยางที่มีดีไซน์แบบร่วมสมัย พร้อมด้วยหน้าปัดลายตาราง Tapisserie อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เสมอมา ซึ่งคอลเลกชัน Royal Oak Offshore ในปัจจุบัน มีมากถึง 35 รุ่นเลยทีเดียว และเป็นคอลเลกชันที่ใช้ในการทดสอบวัสดุใหม่ ๆ อยู่เสมอ โดยทางแบรนด์จะนำมาบรรจุไว้ในคอลเลกชันนี้เป็นอันดับแรก อีกทั้งยังมีการผลิตมาในจำนวนจำกัดอีกด้วย

Royal Oak Offshore Chronograph

Royal Oak Offshore Chronograph

คอลเลกชัน Royal Oak Offshore เริ่มต้นมาพร้อมกับฟังก์ชัน Chronograph ทาง AP จึงต่อยอดและทำให้ Offshore แบบ Chronograph เป็นนาฬิกาที่มีตัวเลือกหลากหลายรุ่นมากที่สุดของแบรนด์เสมอมา โดยมีขนาดตั้งแต่ 37 มิลลิเมตร (Ref. 26231), 42 มิลลิเมตร (Ref. 26238) และ 43 มิลลิเมตร (Ref. 26425) สำหรับขนาด 37 มิลลิเมตร จะเป็นรุ่นสำหรับคุณผู้หญิง ส่วนใหญ่จะมาพร้อมขอบหน้าปัดล้อมเพชรอย่างสวยงาม และมีวัสดุตัวเรือนให้เลือกระหว่าง Stainless Steel และ Pink Gold

Royal Oak Offshore Diver

Royal Oak Offshore Diver

คอลเลกชัน Royal Oak Offshore ที่มาในรูปแบบ Diver หรือ นาฬิกาดำน้ำ ถูกเปิดตัวครั้งแรกในปี 2005 หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาและต่อยอดการออกแบบมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปี 2021 นาฬิกา Royal Oak Offshore Diver ก็ได้กลับมาอีกครั้งในโอกาสครบรอบ 16 ปีของคอลเลกชันนี้ โดยยังคงขนาดตัวเรือนที่ใหญ่ สามารถกันน้ำลึกได้ 300 เมตร และสลับเม็ดมะยมที่ใช้ในการหมุน Bezel ให้ไปอยู่ที่ตำแหน่ง 10 นาฬิกา รวมทั้งเพิ่มยางที่ห่อหุ้มเม็ดมะยมให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้นด้วย

Royal Oak Offshore Special

Royal Oak Offshore Special

นอกจากรุ่นที่กล่าวมาแล้วนั้น ก็ยังมีรุ่นพิเศษที่เพิ่มเข้ามาในคอลเลกชัน Royal Oak Offshore อีกด้วย นั่นก็คือ Royal Oak Offshore Selfwinding Music Edition มาพร้อม 3 วัสดุ ทั้ง Titanium, Black Ceramic และ White Gold อีกทั้งยังมาพร้อม 2 ขนาด ได้แก่ 37 มิลลิเมตร และ 43 มิลลิเมตร นอกจากนี้แล้ว ก็ยังมี Grande Complication ที่เป็นสุดยอดการผสมผสานความซับซ้อนเข้ามาไว้ด้วยกัน มีทั้งหมด 2 รุ่น คือ Ref. 26582CB วัสดุ White Ceramic และ Ref. 26582CE วัสดุ Black Ceramic มาพร้อมขนาดตัวเรือน 44 มิลลิเมตร

Royal Oak Concept Collection

Royal Oak Concept Collection

คอลเลกชัน Royal Oak Concept เปิดตัวครั้งแรกในปี 2002 เป็นการผสมผสานกลไกอันซับซ้อนให้เข้ากับการดีไซน์ที่ทันสมัย ทำให้ภาพรวมของคอลเลกชันนี้ดูล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแปลกใหม่ที่ทางแบรนด์ตั้งใจสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างมีเอกลักษณ์ ซึ่งธีมหลักของ Royal Oak Concept มีอยู่ 2 อย่าง อันดับแรก คือ ฟังก์ชันอันสลับซับซ้อน และอย่างที่สองคือ หน้าปัดแบบ Openworked เผยให้เห็นกลไกที่ถูกตกแต่งและจัดวางอย่างสวยงาม เสมือนงานสถาปัตยกรรม ซึ่งในปัจจุบันนาฬิกาในคอลเลกชันนี้ก็มีให้เลือกหลากหลายสีสันและหลากหลายรูปแบบ เช่น รุ่น Flying Tourbillon GMT, รุ่น Minute Repeater Supersonnerie, รุ่น Chronograph GMT Large Date ที่โดดเด่นด้วยฟังก์ชัน Split-Second Chronograph รวมไปถึงรุ่นที่ออกมาใหม่ล่าสุดในปี 2023 ที่ได้จับมือกับค่าย Marvel กับ รุ่น Audemars Piguet Royal Oak Concept Tourbillon “Spider-Man” โดดเด่นด้วยหน้าปัดแบบ Openworked ที่โชว์ให้เห็นสไปเดอร์-แมนแบบสามมิติ มาพร้อมฟังก์ชัน Flying Tourbillon และผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 250 เรือนเท่านั้น

Code 11.59 Collection

Code 11.59 Collection

คอลเลกชัน Code 11.59 เปิดตัวครั้งแรกในปี 2019 ซึ่งคำว่า CODE 11.59 มีที่มาจากการนำตัวอักษรแรกของคำเหล่านี้มาต่อรวมกัน ได้แก่ Challenge (ท้าทายต่อขีดจำกัดทางด้านงานฝีมือ), Own (มรดกตกทอด), Dare (กล้าที่จะเดินตามความปรารถนาอันแรกกล้า) และ Evolve (วิวัฒนาการไม่เคยหยุดหย่อน) ส่วนตัวเลข 11.59 คือเลขนาทีสุดท้ายก่อนก้าวเข้าสู่วันใหม่ เพื่อสื่อการเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับตัวแบรนด์เอง โดยคอลเลกชัน Code 11.59 นี้ เน้นการออกแบบร่วมสมัย หน้าปัดทรงกลมคลาสสิกผสานเข้ากับเส้นสายของตัวเรือนที่ทำมุมเป็นแปดเหลี่ยม ให้ออกมาเป็นดีไซน์ร่วมสมัยอันโดดเด่นได้อย่างลงตัว โดยในปัจจุบัน คอลเลกชัน CODE 11.59 ได้ถูกต่อยอดมาเรื่อย ๆ จนมีมากถึง 42 รุ่น มีฟังก์ชันให้เลือกอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Chronograph, Perpetual Calendar, Flying Tourbillon, หรือ Minute Repeater

บทพิสูจน์ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ของ Audemars Piguet

Code 11.59 Collection
  • ตอนที่ Audemars Piguet เปิดตัว Royal Oak Offshore (รอยัล โอ๊ค ออฟชอร์) ยุคใหม่ในรหัส Ref.25721 ที่มากับตัวเรือนซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มิลลิเมตรและหนา 14.05 มิลลิเมตร เมื่อปี 1993 นั้น สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ความเห็นในเชิงลบที่มีต่อนาฬิกา เพราะด้วยตัวเรือนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในยุคที่คนยังนิยมนาฬิกาเรือนเล็กๆ และราคาที่สูงกว่า Royal Oak รุ่นดั้งเดิม (Ref.14790) ทำให้นาฬิกาเรือนนี้แทบไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ที่ยึดติดกับเรื่องราวแบบเดิมๆ ถึงขนาด Genta ที่เป็นผู้ให้กำเนิดนาฬิกาเรือนนี้ยังเรียกรุ่น Offshore ว่า ‘an elephant in the sea’ ก่อนที่คนรักนาฬิกาจะเปลี่ยนชื่อในเวลาต่อมาว่า ‘The Beast’ ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกเรียกจนติดปากถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ลูกค้าอีกกลุ่มที่เป็นคนรุ่นใหม่ในยุคนั้น และต้องการเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่มีความแตกต่างจากเดิม โดยเฉพาะนาฬิกาที่มีขนาดใหญ่ขึ้นในแบบ Oversized นั้น Royal Oak Offshore Ref.25721 ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และมองว่านี่คือเทรนด์และทิศทางที่มีความใหม่จริงๆ สำหรับผู้ผลิตนาฬิกา จนนำไปสู่การสร้างชื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนรักนาฬิกาที่ต้องการความหรูซึ่งมีความแตกต่างอย่างชัดเจนในที่สุด

Royal Oak Offshore ในปัจจุบัน

Royal Oak Offshore ในปัจจุบัน
  • จาก 1993 จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลา 30 ปีแล้ว ที่ Royal Oak Offshore ได้สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจให้กับอุตสาหกรรมนาฬิกาด้วยแนวคิดที่เปรียบเสมือนกับพื้นที่หรือผืนผ้าใบในการทดลองของทีมออกแบบเพื่อสร้างสรรค์นาฬิกาที่แตกต่างและกล้าที่จะฉีกออกจากกรอบแบบเดิมๆ เพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 30 ปีของคอลเลกชั่น Royal Oak Offshore ทาง Audemars Piguet ได้เปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่มีหลากหลายแบบที่รังสรรค์ด้วยการใช้เซรามิกเป็นวัสดุหลักในการผลิตตัวเรือน โดยในแต่ละรุ่นสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนรักนาฬิกาได้เป็นอย่างดี เพราะทุกเรือนต่างแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงเข้าหากันโดยที่มีเรื่องราวแห่งความกล้าหาญในการออกแบบของ Audemars Piguet เป็นจุดเริ่มต้น 

สรุป

Royal Oak Offshore ในปัจจุบัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่านับจากการกลับมาของ Royal Oak (รอยัล โอ๊ค) ยุคใหม่ที่มีจุดเริ่มต้นในปี 1993 นาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ของ Audemars Piguet (โอเดอมาร์ ปิเกต์) สามารถสร้างชื่อและได้รับการยอมรับจากคนรักนาฬิกาทั่วโลกในฐานะเครื่องบอกเวลาชั้นสูงที่สามารถผสมผสานความคลาสสิคของงานออกแบบดั้งเดิมที่มีจุดเริ่มต้นในปี 1972 ของ Gerald Genta (เจอรัล เจนตา) ให้เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปได้อย่างแนบเนียนและกลมกลืน อีกทั้งยังถือเป็นการปูทางให้ Royal Oak กลายเป็นนาฬิกาซึ่งมีความโดดเด่นของโลกแห่งเรือนเวลาในเวลาต่อมา ซึ่งนี่ก็คือเรื่องราวของ Offshore ที่เราอยากนำมาฝากเพื่อน ๆ กันผ่าน บทความ เปิดประวัติความเป็นมาของ Royal Oak Offshore คอลเลคชั่นนาฬิกาสุด Iconic ของแบรนด์ AUDEMARS PIGUET เรื่องนี้ และในปี 2023 จึงถือเป็นช่วงเวลาแห่งความพิเศษของการเฉลิมฉลอง เพราะเป็นการครบรอบ 30 ปีนับจาก Audemars Piguet เปิดตัว Royal Oak Offshore ยุคใหม่ในรหัส Ref.25721 ซึ่งกับความพิเศษตรงนี้ทางแบรนด์เองได้นำเสนอความโดดเด่นของเรือนเวลาใหม่ 4 รุ่นที่ถูกสร้างสรรค์บนแนวทางและสไตล์ที่โดดเด่นของ Royal Oak Offshore

บทความล่าสุด

หมวดหมู่

TAG